ดูแลรักษารถยนต์ไฟฟ้าหน้าร้อนแบบถูกวิธี ยืดอายุใช้ได้นาน!

ดูแลรักษารถยนต์ไฟฟ้าหน้าร้อนแบบถูกวิธี ยืดอายุใช้ได้นาน!
ดูแลรักษารถยนต์ไฟฟ้าหน้าร้อนแบบถูกวิธี ยืดอายุใช้ได้นาน!

‘แบตเตอรี่’ หัวใจสำคัญของรถ EV เปรียบเสมือนศูนย์กลางพลังงานของรถไฟฟ้า เพราะต้องเผชิญทั้งความร้อน การใช้งานหนัก และสภาพอากาศที่แตกต่างตลอดทั้งปี การดูแลสภาพแบตเตอรี่รถไฟฟ้าอย่างถูกวิธีในช่วงฤดูร้อน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยยืดอายุการใช้งาน และลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว

 

แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าร้อน เกิดจากอะไร ?

แบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ถูกออกแบบให้ทำงานในช่วงที่อุณหภูมิเหมาะสม หากมีความร้อนสะสมมากเกินไป อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพ การชาร์จ และอายุการใช้งานในระยะยาว โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนอย่างประเทศไทย โดยปัจจัยหลักที่ทำให้แบตเตอรี่ร้อน มีดังนี้

 

1. การชาร์จไฟเร็ว (Fast Charge) ต่อเนื่อง

การชาร์จแบบ DC Fast Charge เป็นวิธีชาร์จไฟที่รวดเร็ว แต่กระแสไฟฟ้าที่สูงจะทำให้เกิดความร้อนสะสมภายในเซลล์แบตเตอรี่มากกว่าการชาร์จปกติ หากใช้งานต่อเนื่องหลายครั้งติดกัน โดยไม่เว้นช่วงให้ระบบจัดการความร้อนทำงานเต็มที่ อาจเร่งการเสื่อมของแบตเตอรี่ และทำให้ระบบลดกำลังชาร์จอัตโนมัติเพื่อป้องกันความเสียหาย

คำแนะนำ : สลับใช้การชาร์จปกติ (AC) ในชีวิตประจำวัน และใช้ Fast Charge เท่าที่จำเป็น

2. ขับด้วยความเร็วสูงเป็นเวลานาน

การขับรถไฟฟ้า EV ด้วยความเร็วสูงแบบต่อเนื่อง จะทำให้แบตเตอรี่จ่ายพลังงานในปริมาณมากและต่อเนื่อง จนเกิดความร้อนสะสมทั้งในแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้า ยิ่งเร่งแซงบ่อยหรือบรรทุกหนัก ส่งผลให้เกิดเป็นความร้อนสะสม

คำแนะนำ : วางแผนเส้นทาง พักรถ ev เป็นระยะ และหลีกเลี่ยงการเร่งความเร็วรุนแรงต่อเนื่องนานๆ

 

 

3. จอดรถกลางแดดร้อนจัด

หากไม่ดูแลรักษารถยนต์ในช่วงที่อุณหภูมิภายนอกที่สูง โดยเฉพาะการจอดรถไฟฟ้า ev กลางแดดหลายชั่วโมง จะทำให้อุณหภูมิภายในรถและแบตเตอรี่สูงขึ้น แม้จะไมได้ใช้งานรถไฟฟ้าก็ตาม

คำแนะนำ : จอดในที่ร่ม ใช้ม่านบังแดด หรือเลือกพื้นที่จอดในอาคารเพื่อลดการสะสมความร้อน และหลีกเลี่ยงการวางสิ่งของไว้ในรถ

4. ระบบระบายความร้อนทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ

รถ EV มีระบบจัดการอุณหภูมิแบตเตอรี่ (Battery Thermal Management System) ทั้งแบบระบายความร้อนด้วยอากาศหรือของเหลว หากระบบทำงานผิดปกติ เช่น น้ำหล่อเย็นไม่เพียงพอ แผงระบายความร้อนสกปรก หรือซอฟต์แวร์มีข้อขัดข้อง อาจทำให้ควบคุมอุณหภูมิได้ไม่ดีพอ

คำแนะนำ : ตรวจเช็กระบบตามระยะ เข้าศูนย์บริการเมื่อมีสัญญาณเตือน และอัปเดตซอฟต์แวร์ตามคำแนะนำผู้ผลิต

 

พฤติกรรมคนขับ เร่งแบตรถ EV เสื่อมสภาพเร็ว!

  • ชาร์จแบตเต็ม 100% บ่อยครั้งโดยไม่จำเป็น

การชาร์จแบบนี้ จะยิ่งเพิ่มความเครียดต่อเซลล์แบตเตอรี่รถไฟฟ้า และเร่งการเสื่อมในระยะยาว จึงควรชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องขับรถทางไกลจริงๆ เท่านั้น

  • ปล่อยแบตเหลือต่ำมากก่อนชาร์จ

การปล่อยให้แบตเตอรี่เหลือต่ำมากๆ บ่อยครั้ง จะทำให้เซลล์แบตเตอรี่รถไฟฟ้าทำงานด้วยแรงดันต่ำ ซึ่งส่งผลต่อความเสถียรและอายุการใช้งาน การดูแลรักษารถยนต์ที่ดี จึงควรเริ่มชาร์จเมื่อแบตเหลือประมาณ 20–30% มากกว่า

  • ใช้ Fast Charge เป็นหลักแทบทุกครั้ง

ด้วยกระแสไฟสูง จะทำให้เกิดความร้อนสะสมในแบตมากกว่าการชาร์จปกติ

หากชาร์จแบบนี้บ่อยๆ อาจเร่งการเสื่อมของเซลล์แบตเตอรี่ การดูแลรักษารถยนต์ที่ดี จึงควรเก็บ Fast Charge ไว้สำหรับสถานการณ์จำเป็น

  • จอดรถตากแดด/ทิ้งไว้ในที่อากาศร้อนนานๆ

อย่างที่ได้บอกไปในช่วงแรกว่า ความร้อนเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อสุขภาพแบตเตอรี่โดยตรง การดูแลรักษารถยนต์ที่ดี จึงควรเลือกจอดในที่ร่ม จอดรถไฟฟ้า ev ในอาคารจอดรถ หรือใช้ม่านบังแดดเพื่อลดการสะสมความร้อน

นอกจากนี้ ความร้อนสะสมยังส่งผลต่อการทำงานของระบบโดยรวม เช่น

  • ประสิทธิภาพแบตลดลง : ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จ 1 ครั้ง (Range) อาจลดลงชั่วคราวเมื่ออุณหภูมิสูง หรือในระยะยาวหากแบตเสื่อม
     

  • ระบบตัดการทำงานฉุกเฉิน: หากอุณหภูมิสูงเกินค่าที่กำหนด ระบบจะจำกัดกำลังชาร์จ ลดกำลังขับ หรือหยุดการทำงานบางส่วนเพื่อป้องกันความเสียหาย

 

ควรดูแลรักษารถยนต์และแบตเตอรี่ EV ตามฤดูยังไง ?

  • ฤดูร้อน : ควรหลีกเลี่ยงการจอดรถกลางแดด, เปิดระบบระบายความร้อนก่อนขับ หรือ Pre-conditioning ควรใช้งานก่อนออกเดินทาง เพื่อลดภาระของแบตในช่วงเริ่มต้นขับขี่

  • ฤดูฝน : ควรระมัดระวังน้ำท่วมขังบริเวณใต้ท้องรถ, ตรวจเช็กระบบไฟฟ้าและซีลป้องกันน้ำ หรือความผิดปกติ และเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจสอบซีล ยางขอบ และระบบสายไฟ

  • ฤดูหนาว อากาศเย็น : ควรสังเกตว่าแบตอาจจ่ายไฟได้น้อยลงชั่วคราวหรือไม่ และควรวอร์มระบบก่อนใช้งานหนัก เพื่อให้แบตเข้าสู่อุณหภูมิที่เหมาะสมก่อนเร่งความเร็วหรือใช้พลังงานสูง
     

และเพื่อความอุ่นใจในทุกการขับขี่ การมี ประกันชั้น 1 จึงเป็นอีกตัวช่วยที่ดูแลความเสียหายได้ครอบคลุม พร้อมความสะดวกในการแจ้งเคลมออนไลน์ผ่าน Line OA ของวิริยะ ที่ช่วยให้ติดต่อประสานงานได้รวดเร็ว ง่าย และทันสถานการณ์มากยิ่งขึ้น

สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.viriyah.com หรือ โทร. 0-2129-7474 

อ่านบทความอื่นๆ