เอกสารที่ต้องใช้ในการชำระภาษีรถยนต์

เอกสารที่ต้องใช้ในการชำระภาษีรถยนต์
เอกสารที่ต้องใช้ในการชำระภาษีรถยนต์

ในครั้งที่แล้วได้พูดถึงช่องทางในการชำระภาษีรถยนต์ว่ามีช่องทางหลากหลายให้เลือกตามความสะดวก บทความนี้จะมาแนะนำในเรื่องของเอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับยื่นชำระภาษีรถยนต์ว่าต้องใช้อะไรบ้างนะคะ 

1. ใบคู่มือทะเบียนรถ พร้อมสำเนา
เป็นเอกสารสำคัญที่ต้องมีติดรถไว้เสมอ เพราะเป็นเอกสารแสดงรายละเอียดรถ ผู้ขับ และการจดทะเบียน  ซึ่งผู้ขับจะต้องพร้อมยื่นเอกสารฉบับนี้ทุกครั้งที่ถูกเรียกตรวจ  แนะนำให้ถ่ายเอกสารเป็นสำเนาติดรถไว้ซัก 2-3 ฉบับ นะคะ เพื่อความสะดวกในการนำไปใช้ 

2. เอกสารตรวจสภาพรถ
ใช้สำหรับรถอายุเกิน 7 ปี เท่านั้นนะคะ ซึ่งการตรวจสภาพรถเป็นการยืนยันว่ารถคันดังกล่าวมีสภาพพร้อมใช้งานได้อย่างปลอดภัย  โดยเราสามารถนำรถไปตรวจสภาพที่กรมการขนส่งทางบกได้เลย แต่สำหรับท่านที่ไม่สะดวก หรือต้องการความรวดเร็วในวันที่ไปชำระภาษี ก็สามารถนำรถไปตรวจสภาพที่ สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) ได้เช่นกัน
   อย่างไรก็ตาม กรมการขนส่งทางบกมีข้อยกเว้น สำหรับกรณีที่ต้องนำรถไปตรวจสภาพ ณ กรมการขนส่งทางบกเท่านั้น เช่น รถขาดต่อทะเบียนเกิน 1 ปี  รถที่มีการดัดแปลงสภาพที่ไม่เป็นไปตามสมุดคู่มือประจำรถ  รอที่ยื่นขอโอนพร้อมชำระภาษี เป็นต้น
   ส่วนรถที่ติดแก๊สเพิ่มเติม จะต้องมีเอกสารรับรองการติดตั้งและตรวจสภาพแก๊สจากวิศวกรที่ได้รับการรับรองด้วยด้วยนะคะ  

3. ทำประกันภัยภาคบังคับ (พรบ.)
    เรื่องนี้สำคัญมากๆนะคะ ก่อนที่จะไปชำระภาษีรถยนต์ จะต้องไปทำประกันภัยภาคบังคับ (พรบ.) ให้เรียบร้อยเสียก่อน เพราะตามกฏหมายจราจรทางบก กำหนดให้รถทุกคันที่จะชำระภาษีรถยนต์ ต้องมีเอกสารแสดงการทำประกันภัยภาคบังคับ (พรบ.) ประกอบการยื่นชำระ ย้ำว่าเป็นประกันภัยภาคบังคับหรือ พรบ. นะคะ เพราะฉะนั้นแม้ว่ารถคันดังกล่าวจะทำประกันภัยภาคสมัครใจประเภท 1 2 หรือ 3 แล้ว  แต่ไม่ได้ทำประกันภัยภาคบังคับหรือ พรบ. ก็ไม่สามารถยื่นชำระภาษีรถยนต์ได้ค่ะ
    สำหรับเอกสาร แสดงการทำประกันภัยภาคบังคับนั้น ให้เราดึงส่วนท้ายของเอกสารประกันภัย ซึ่งจะมีรอบยปรุอยู่ แล้วนำส่วนนั้นไปประกอบการยื่นชำระภาษีรถยนต์ได้เลยค่ะ

4. ค่าภาษีรถยนต์
    หลังจากเตรียมเอกสารเรียบร้อยแล้ว อย่าลืมเตรียมเงินไปชำระภาษีด้วยนะคะ

อ่านบทความอื่นๆ

Card image cap

ให้บุคคลอื่นเช่ารถและรถเกิดสูญหาย ประกันภัยคุ้มครองหรือไม่

Posted 2 ธันวาคม 2564

ธุรกิจรถเช่าเพื่อการท่องเที่ยวหรือให้บริการขนส่ง กำลังเป็น ”รายได้พิเศษ”ที่ผู้คนเริ่มให้ความสนใจ และหมายรวมไปถึงการชักชวนให้มาร่วมลงทุนธุรกิจนี้กันมากขึ้น เพราะต่างเชื่อมั่นว่าเป็นการลงทุนที่ ”ไม่มีความเสี่ยง” เพราะเพียงแค่จัดซื้อหรือผ่อนรถยนต์แล้วนำไป”ร่วมวิ่งให้บริการ” ในรูปแบบของการทำสัญญาเช่า ซึ่งจะทำให้เจ้าของรถยนต์ในฐานะผู้ให้เช่ารถ ไม่ต้องมีส่วนร่วมในความรับผิดที่เกิดจากการให้บริการแต่อย่างใด รวมไปถึงไม่ต้องเป็น”จำเลยร่วม”ในกรณีที่บริษัทนำรถไปใช้ในการกระทำผิดกฏหมายบ้านเมือง