ไขข้อสงสัยประกันรถยนต์ กับ 10 คำถามที่พบบ่อย !

ไขข้อสงสัยประกันรถยนต์ กับ 10 คำถามที่พบบ่อย !
ไขข้อสงสัยประกันรถยนต์ กับ 10 คำถามที่พบบ่อย !

เชื่อว่าผู้ที่ใช้รถยนต์คงต้องทำ “ประกันรถยนต์” กันอยู่แล้ว เพราะเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับผู้มีรถยนต์ นอกจากจะคุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชีวิตและร่างกายของผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร บุคคลภายนอกแล้ว ยังครอบคลุมไปถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถยนต์คันที่ทำประกันด้วย อย่างไรก็ตาม ประกันรถยนต์ยังมีความคุ้มครองที่นอกเหนือจากนี้ ที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน วันนี้เราจะพาไปหาคำตอบเพื่อไขข้อสงสัยเกี่ยวกับประกันรถยนต์ กับ 10 คำถามที่พบบ่อย จะมีอะไรบ้างไปดูกันครับ

1.เมาแล้วขับ ประกันรถยนต์คุ้มครองหรือไม่ ?
> หากผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดมากกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ นับเป็นอาการเมาแล้วขับ และเมื่อเกิดอุบัติเหตุบริษัทประกันที่ทำประกันรถเอาไว้จะไม่ให้ความคุ้มครองและจ่ายค่าเสียหายใดๆ ทั้งสิ้น แต่จะชดใช้ค่าเสียหายให้กับคู่กรณีไปก่อน แล้วจึงเรียกเก็บเงินกับผู้ขับขี่คืนภายหลัง แต่ถ้าเกิดตรวจสอบได้ว่าผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์น้อยกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ทางบริษัทประกันจะชดใช้ให้เหมือนเดิม ตามความคุ้มครองที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์

2.เมื่อเกิดอุบัติเหตุแต่คนขับไม่มีใบขับขี่ ประกันจะคุ้มครองหรือไม่ ?
> ในกรณีรถที่ขับเกิดอุบัติเหตุ และผู้ขับขี่ในขณะนั้นยังไม่มีใบขับขี่ ในกรณีแบบนี้ทางบริษัทประกันรถยนต์จะแยกออกเป็นสองเคส คือฝ่ายผิดและฝ่ายถูก ซึ่งจะมีการพิจารณาความคุ้มครองแตกต่างกันออกไป ดังนี้
    ในกรณีเป็นฝ่ายถูก
หากผู้ขับขี่เกิดอุบัติเหตุและไม่มีใบขับขี่ แต่เป็นฝ่ายถูกและมีการเลือกทำประกันรถประเภท 1, 2+, 3+ บริษัทประกันจะรับผิดชอบในส่วนค่าซ่อมของรถคุณ อีกทั้งบริษัทประกันยังเรียกร้องค่าเสียหายจากฝ่ายผิดแทน แต่หากคุณไม่ได้ทำประกันรถยนต์ดังกล่าว คุณจะต้องไปเรียกร้องค่าเสียหายกับคู่กรณีเอง 
    ในกรณีเป็นฝ่ายผิด
หากเป็นกรณีที่คุณเป็นฝ่ายผิด จะต้องตรวจสอบก่อนว่าเป็นฝ่ายผิดและไม่มีใบขับขี่จากสาเหตุอะไร เพื่อนำไปพิจารณา ดังนี้
→ไม่มีใบขับขี่หรือไม่เคยสอบใบขับขี่ บริษัทประกันจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายในทุกๆ กรณี แต่จะชดเชยความเสียหายต่อบุคคลภายนอกเช่นเดิมตามข้อตกลงที่ระบุเอาไว้ในกรมธรรม์
→กรณีที่มีใบขับขี่แต่ไม่ได้พกมาด้วย คุณจะต้องหาสำเนาหรือหลักฐานเพื่อมายืนยันกับทางบริษัทประกัน ถึงจะได้รับความคุ้มครองทั้งรถของผู้เอาประกันและรถของคู่กรณี
→กรณีพกใบขับขี่แต่หมดอายุ ทางบริษัทประกันจะคุ้มครองตามกรมธรรม์ที่ได้ทำไว้กับบริษัทประกัน
→กรณีใบขับขี่ถูกยึด คุณจะต้องหาหลักฐานหรือสำเนามายืนยันกับทางบริษัทประกัน ทางประกันถึงจะให้ความคุ้มครองรถและคู่กรณี

3.หากเสียชีวิตในรถ ประกันคุ้มครองหรือไม่ ?
> เมื่อมีการเสียชีวิตในรถคันที่ทำประกันไว้ ทางบริษัทประกันจะแยกพิจารณาตามประกันรถยนต์ภาคบังคับและประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ ซึ่งในส่วนของประกันภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ. จะไม่ได้รับความคุ้มครอง เนื่องจากไม่ได้เสียชีวิตจากการใช้รถ แต่ในส่วนของประกันรถยนต์ภาคสมัครใจจะได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกรมธรรม์ที่ได้ทำประกันรถเอาไว้ ตามเอกสารที่แนบไว้ตอนท้าย ถ้าหากมีการเสียชีวิตในรถ ทางประกันมีสิทธิ์ให้ความคุ้มครองตาม ร.ย. 01 เป็นประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล แต่หากได้รับบาดเจ็บจะได้รับความคุ้มครองและค่ารักษาพยาบาลตามความคุ้มครองของ ร.ย. 02 แทน

4.รถที่ทำประกันรถชั้น 1 แบบระบุชื่อผู้ขับขี่ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ผู้ขับไม่ใช่ชื่อที่ระบุ เคลมประกันรถได้ไหม ? 
> หากรถที่คุณขับทำประกันชั้น 1 เอาไว้แบบระบุชื่อตั้งแต่แรก เมื่อเกิดอุบัติเหตุและผู้ขับขี่ขณะนั้นไม่ใช่ชื่อที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ หากเป็นฝ่ายถูก คุณสามารถส่งเคลมประกันรถกับบริษัทประกันที่ทำไว้ได้ ไม่ว่าจะระบุชื่อคนขับหรือไม่ระบุชื่อก็ตาม เนื่องจากเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายคู่กรณี แต่ถ้าเป็นฝ่ายผิด เจ้าของรถที่ถูกระบุชื่อในกรมธรรม์จะต้องรับผิดชอบค่าเสียหายให้กับคู่กรณี ทั้งทรัพย์สินและร่างกาย และหากต้องการซ่อมรถตัวเอง อาจต้องจ่ายเงินให้กับบริษัทประกัน ในส่วนของ “ค่าผิดเงื่อนไข” นั่นเอง

5.ทำประกันรถหลังจากรถเกิดความเสียหาย ทำได้ไหม ? 
> คำตอบคือทำประกันรถได้ แต่ไม่สามารถเคลมได้ เนื่องจากกรณีแบบนี้ร่องรอยเกิดก่อนการทำประกันรถ โดยทางบริษัทประกันจะมีการบันทึกร่องรอยเก่าเอาไว้ และจะรับผิดชอบเพียงแค่ร่องรอยที่เกิดขึ้นหลังจากทำประกันรถยนต์เท่านั้น ดังนั้นรถยนต์ที่จะทำประกันรถยนต์ควรอยู่ในสภาพที่ซ่อมแซมเรียบร้อยแล้วก่อนทำประกันรถจะดีที่สุด 

6.ค่าเสียหายส่วนแรกคืออะไร ? 
> ค่าเสียหายส่วนแรก คือ กฎเกณฑ์ที่ทางคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำหนดเอาไว้ให้ทุกบริษัทประกันภัยได้ใช้ในการดำเนินการ โดยมีวัตถุประสงค์ให้คนขับรถมีความระมัดระวังในการขับรถมากขึ้น และเพื่อป้องกันผู้ขับขี่ที่แจ้งเคลมประกันรถแบบไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นจริง เพื่อหวังซ่อมรถกับบริษัทประกันภัย ด้วยการขับรถประมาทหรือไม่ได้ใช้ความระมัดระวังมากพอ เพราะคิดว่าเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นกับรถ ก็สามารถแจ้งเคลมประกันรถกับทางบริษัทประกันได้เลย
ซึ่งค่าเสียหายส่วนแรกสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้
ค่าเสียหายส่วนแรกแบบบังคับ (Excess) คือ ค่าเสียหายสำหรับการเคลมประกันรถแบบแห้ง ที่อาจเกิดจากความประมาทของผู้ขับขี่ ทำให้เกิดอุบัติเหตุแบบไม่มีคู่กรณี เช่น ชนเสา ชนประตู ขอบถนน เป็นต้น โดยค่าใช้จ่ายในส่วนนี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ ต้องจ่ายกับไม่ต้องจ่าย 
ในกรณีที่ต้องจ่าย คือ เมื่อไม่สามารถระบุรายละเอียดของคู่กรณีได้ ได้แก่ ป้ายทะเบียน ตัวเลข ตัวอักษร จังหวัดที่ชัดเจนพอที่จะให้บริษัทประกันไปตามหาตัวคู่กรณีที่ต้องรับผิดชอบได้ และต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเริ่มต้นที่ 1,000 บาท ต่อเหตุการณ์เมื่อเกิดความเสียหายกับรถยนต์ของเรา หรือได้รับอุบัติเหตุที่เกิดจากความประมาทของผู้ขับขี่เอง
ในกรณีที่ไม่ต้องจ่าย คือ เมื่อคุณเป็นฝ่ายถูกและสามารถระบุได้ชัดเจนว่าเป็นการชนแล้วทำให้เกิดความเสียหายถึงกับ บุบ แตก ร้าว ระบุสาเหตุความเสียหายได้ชัดเจนพอที่จะให้บริษัทประกันไปตามหาต้นเหตุจนพบคนที่ต้องรับผิดชอบได้ 
ค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจ (Deductible) คือ ค่าเสียหายที่ผู้ซื้อประกันยินยอมจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเองในกรณีที่เป็นฝ่ายผิด แลกกับการหักเงินส่วนต่างจากเบี้ยประกันทั้งหมด โดยแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ ต้องจ่ายกับไม่ต้องจ่าย
ในกรณีที่ต้องจ่าย คือ เป็นฝ่ายผิด ซึ่งจะต้องชำระค่าเสียหายส่วนแรกตามเหตุการณ์ ที่ได้ตกลงกับบริษัทประกันภัยรถยนต์ โดยลูกค้าจะได้ประโยชน์จากการที่บริษัทประกันภัยรถยนต์ลดค่าเบี้ยประกันให้บางส่วน
ในกรณีที่ไม่ต้องจ่าย คือ เมื่อคุณเป็นฝ่ายถูกและสามารถระบุได้ชัดเจนว่าเป็นการชนแล้วทำให้เกิดความเสียหายถึงกับ บุบ แตก ร้าว โดยระบุสาเหตุความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวรถได้ชัดเจนพอที่จะให้บริษัทประกันไปตามหาคู่กรณีคนที่ต้องรับผิดชอบได้ และในส่วนของส่วนลดเบี้ยประกันที่ตกลงเอาไว้ในตอนต้น จะถือว่าตกเป็นผลประโยชน์ของเจ้าของกรมธรรม์ทันที

7.ขายหรือโอนรถ ประกันรถยนต์ยังคุ้มครองอยู่หรือไม่ ? 
หากผู้เอาประกันขายหรือโอนรถให้ผู้อื่นโดยที่ไม่ได้มีการแจ้งยกเลิกประกันภัย ให้ถือว่าผู้รับโอนเป็นผู้เอาประกันตามกรมธรรม์ประกันรถยนต์ และบริษัทประกันต้องรับผิดชอบตามกรมธรรม์และให้ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ต่อไปตลอดจนครบอายุของกรมธรรม์ที่เหลืออยู่ แต่ในกรณีที่กรมธรรม์มีการระบุชื่อผู้ขับขี่ ผู้เอาประกันภัยเดิมต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงผู้ขับขี่ต่อบริษัทประกันภัยทราบ เพื่อจะได้มีการปรับเปลี่ยนเรื่องอัตราเบี้ยประกันภัยตามความเสี่ยงภัยที่เปลี่ยนไป

8.อายุมีผลต่อเบี้ยประกันรถยนต์จริงไหม ?
อายุมีผลต่อเบี้ยประกันรถยนต์โดยตรง ผู้ขับขี่ที่มีอายุน้อยเบี้ยประกันรถยนต์แพง ผู้ขับขี่ที่มีอายุเยอะเบี้ยประกันรถยนต์ถูก เนื่องจากบริษัทประกันภัยเล็งเห็นว่า ผู้ขับขี่ที่มีอายุน้อยมีโอกาสเกิดเหตุมากกว่า และมีอัตราความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุสูงกว่าผู้ขับขี่ที่มาอายุเยอะและมีประสบการณ์สูง ส่วนผู้ขับขี่ที่มีอายุเยอะเบี้ยประกันรถยนต์จะถูกลง เนื่องจากมีประสบการณ์การขับขี่ค่อนข้างสูง โดยเบี้ยประกันจะถูกหรือแพงขึ้นอยู่กับอายุของเจ้าของกรมธรรม์ 

9.ซ่อมห้างกับซ่อมอู่ ต่างกันอย่างไร ?
ซ่อมห้าง คือ การที่รถยนต์เกิดอุบัติเหตุต้องซ่อม เจ้าของรถยนต์นำรถยนต์ไปซ่อมที่ศูนย์บริการของรถยี่ห้อนั้นๆ หรือโดยอู่ที่ได้มาตรฐานคุณภาพเทียบเท่า ปกติแล้วประกันซ่อมห้างจะเป็นรถใหม่ที่มีอายุ 1-5 ปี ซึ่งอะไหล่ที่ใช้ซ่อมจะเป็นอะไหล่แท้จากศูนย์บริการเท่านั้น ซึ่งข้อเสียในการซ่อมห้าง คือ อาจต้องรอคิวซ่อมรถยนต์นาน
ซ่อมอู่ คือ การเข้ารับการซ่อมแซมตามอู่ทั่วๆ ไปที่มีข้อตกลงกับบริษัทประกันเอาไว้แล้ว ในกรณีที่เป็นรถยนต์ใหม่อายุ 1-3 ปี บริษัทประกันภัยจะใช้อะไหล่ในการซ่อมจากศูนย์ของแท้ในการจัดซ่อม หากเป็นรถยนต์ที่มีอายุมาก อาจใช้อะไหล่มือสองในการซ่อมแซมหรืออะไหล่คุณภาพเทียบเท่าของแท้แทน

10.เราสามารถยกเลิกกรมธรรม์ได้ไหม ?
ผู้เอาประกันภัยสามารถบอกยกเลิกกรมธรรม์ที่ทำอยู่กับบริษัทประกันภัยได้ ซึ่งต้องแจ้งบริษัทประกันภัยเป็นลายลักษณ์อักษร และมีสิทธิ์ได้รับเบี้ยประกันภัยคืนตามอัตราการคืนเบี้ยประกันภัยที่ระบุเอาไว้ในกรมธรรม์ โดยการยกเลิกกรมธรรม์จะมีผลหลังจากวันเวลาที่ระบุเอาไว้ในการแจ้ง
 

อ่านบทความอื่นๆ

Card image cap

ประกัน 2+ กับ 3+ ต่างกันยังไง ? ข้อแตกต่างที่คุณควรรู้ !

Posted 28 มิถุนายน 2564

เชื่อว่าทุกคนที่มีรถยนต์ส่วนตัว ย่อมซื้อประกันรถยนต์เพื่อเสริมความคุ้มครองยามเกิดอุบัติเหตุขึ้น ซึ่งแน่นอนว่านอกจากประกันชั้น 1 ที่คุ้มครองรอบด้านแล้ว ประกันรถยนต์ 2+ กับ ประกันรถยนต์ 3+ ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน เพราะมีค่าเบี้ยที่ถูกกว่าพร้อมได้รับความคุ้มครองที่คุ้มค่า แล้วคุณรู้ไหมว่า ประกัน 2+ กับ 3+ ต่างกันยังไง ? และจะใช้เกณฑ์อะไรเป็นตัวตัดสินใจในการเลือกซื้อประกันรถยนต์ที่ตอบโจทย์ วันนี้เราจึงรวบรวมข้อมูลของ ประกันรถยนต์ 2+ กับ ประกันรถยนต์ 3+ มาให้ดู เพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจ